Updates from February, 2015 Toggle Comment Threads | Keyboard Shortcuts

  • admin 21:39 on 06/02/2015 Permalink
    Tags: ขอม, ขอมดำ, , , , , ถ้ำค้างคาว, ถ้ำทะลุ, ถ้ำรอด, ถ้ำหินปูน, พระเจ้าพังคราช, , , , , , , , ,   

    ถ้ำลึกลับแห่งเมืองลับแล ศรีสัชนาลัย บ้านแม่สาน 

    ถ้ำหินปูนขนาดใหญ่บนยอดเขา อยู่ห่างจากรอยพระพุทธบาทไม่มากนัก ภายในกว้าง โอ่โถง มีหลายห้อง สลับซับซ้อน สามารถจุคนได้นับร้อยๆคน มีหินงอก หินย้อย ลักษณะเด่นของถ้ำนี้ คือ ทะลุไปอีกฝั่งของภูเขาได้ มีลมแรงพัดทะลุ มีค้างคาวอาศัยอยู่จำนวนมาก

    ว่ากันว่าเป็นถ้ำลึกลับ ในสมัยเชียงแสน พระเจ้าพังคราชแห่งโยนกนคร ได้ใช้ถ้ำนี้ ซ่องสุมกำลังพลกู้ชาติจากขอม ตำนานยังกล่าวถึงทรัพย์สมบัติที่เคยเก็บไว้ที่นี่ รวมถึงพระพุทธรูป ที่ซ่อนอยู่ด้านใน และงูยักษ์ที่เฝ้าอยู่


    #ถ้ำรอด #ถ้ำทะลุ #ถ้ำค้างคาว #แม่สาน #สุโขทัย #ศรีสัชนาลัย #แม่สำ

     
  • admin 19:45 on 25/01/2015 Permalink
    Tags: ข้าวหลาม, เผาข้าวหลาม, ไม้ข้าวหลาม   

    ทำข้าวหลามกินเอง แบบชาวบ้าน 

    ข้าวหลาม แบบทำรับประทานกันเองในครอบครัว ใช้ข้าวสารเหนียว กระทิ ถั่วดำ เกลือและน้ำตาล ใส่ลงกระบอกไม่ไผ่ เรียกว่า ไม้ข้าวหลาม แล้วปิดด้วยจุกใยมะพร้าว เผาไฟอ่อนๆนานสักชั่วโมง ก็นำมาปลอกเปลือกด้านนอกออก นำไปรับประทานได้

     
  • admin 21:13 on 25/10/2014 Permalink  

    ช่างตีเหล็ก คนสุดท้ายของชาวไทพวน หาดเสี้ยว 

    หาดเสี้ยว มีคติที่ว่า  “ชายตีเหล็ก หญิงทอผ้า” ซึ่ง มีด เป็นอุปกรณ์ประจำกาย ที่ขาดไม่ได้  การตีเหล็ก ทำมีด จึงเป็นที่นิยมในอดีต แต่ปัจจุบัน เหลือเพียง  นายบุญ กุมารา ผู้สืบสานตำนานตีเหล็กบ้านหาดเสี้ยว ปัจจุบันช่างตีเหล็กบ้านหาดเสี้ยวเหลืออยู่คนเดียว

    ลุงบุญอยากมีลูกศิษย์หรือคนมาเรียนตีเหล็กเพื่อสืบทอดให้แก่รุ่นลูกหลาน สืบไป ใครสนใจมาขอเรียนกับคุณลุงบุญได้นะครับ

    0d2b

     
  • admin 16:28 on 04/10/2014 Permalink
    Tags: , , , , , ,   

    ภาพในอดีต ขบวนแห่ช้างบวชนาคเมื่อ 36ปีก่อน 

    ภาพในอดีต ขบวนแห่ช้างบวชนาคเมื่อ 36ปีก่อน ปัจจุบัน คือหน้ารพ.ศรีสัช และ โรงเรียนอนุบาลศรีสัชนาลัย (หาดสูง)
    (ภาพและข้อมูล โดย อ.ชูศักดิ์ เกื้อกูล Chusak Kueakun )
    0digital-media-tree3
    หาดเสี้ยวปริทรรศน์ ตอนที่1 การตั้งถิ่นฐาน
    การตั้งถิ่นฐานของพี่น้องตำบลหาดเสี้ยว เรานั้น ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยและอ่านจากบันทึกของผู้ใหญ่หลายท่าน ได้ข้อสรุปง่ายๆว่า พี่น้องบ้านหาดเสี้ยวมีจำนวนครอบครัวมากที่สุดมาถึงก็ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ เลย พี่น้องบ้านหาดสูงมีประมาณ 8-10 ครอบครัว เดิมอยู่แถวใกล้ๆคลองปากเล้า ต่อมาย้ายมาอยู่ที่ปัจจุบัน และบ้านใหม่นั้น(ชื่อจริง:บ้านเหม่อ) น่าจะมีพี่น้องทั้งจากหาดเสี้ยวและหาดสูงอพยพข้ามฟากไปอยู่ เนื่องจากอยู่คนละฝั่งแม่น้ำยม พี่น้องหาดเสี้ยวและหาดสูงเลยเรียกผู้คนแต่ละฝั่งว่า “ไทฝั่งเนอ” หรือ “ไทฝะเนอ” ส่วนบ้านใหม่ยังคงถูกเรียกว่า “ไทบ้านเหม่อ” และไทบ้านเหม่อก็เรียกพี่น้องหาดเสี้ยวว่า ไทฝะเนอ และเรียกพี่น้องหาดสูงว่า “ไทบ้านเต้อ” ส่วนพี่น้องบ้านแม่ราก(ชื่อจริง:แม่ฮ่ะ) ก็อพยพมาอยู่ที่เดิมปัจจุบันนี่เลยเหมือนกัน แม้ว่าพวกเราทั้งหมดจะพูดภาษาไทพวน เหมือนกันทั้งหมด แต่มีบางคำที่แต่ละหมู่บ้านออกเสียงต่างกันบ้างเล็กน้อย เช่น หาดเสี้ยวเรียกส้มโอว่า หม่าพุก หาดสูงจะใช้คำว่า หม่าโอ บ้านใหม่ก็เรียกว่า หม่าพุก ส่วนพี่น้องแม่รากจะแตกต่างจนเห็นได้ชัดเจนมาก เช่นสระเอือ จะออกเสียงเป็นสระเอียทั้งหมด แสดงว่าถิ่นฐานเดิมที่เชียงขวางน่าจะเป็นเมืองขนาดใหญ่มีหลายชุมชน จึงมีคำพูดที่แตกต่างกันได้
    เป็นที่น่าแปลกอย่างหนึ่งว่า พี่น้องบ้านหาดเสี้ยวตั้งบ้านเรือนอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยม แต่กลับมีที่ทำกินส่วนมากอยู่ฝั่งตะวันตก เพราะมีความอุมสมบูรณ์มากกว่า มีทุ่งนาหลายแห่งที่พี่น้องหาดเสี้ยวเป็นเจ้าของและต้องเทียวข้ามแม่น้ำยมไป ทำนาทุกวันเช่น นาป่าเอื้อง นาเหมือง นาห้วยเดื่อ นานกยูง นาหูเสือ นาคลองแม่เลา นาเต้อ นาทุ่งน้อย นาเหม่อ นาเดิ่นยาว นาหนองเอี่ยน นาหนองอ้อ แต่ก็มีบางส่วนที่ทำนาด้านฝั่งตะวันออกเช่น นาสะแก นาขี้แบ้ นาคลองพง นาไก่ไห้ และตอนหลังขยายพื้นที่เป็นนาป่าแดงครับ ที่สำคัญป่าช้าของพี่น้องบ้านเราก็อยู่ที่บ้านหาดสูงเช่นเดียวกัน เดิมจะอยู่บริเวณพื้นที่ด้านเหนือของโรงพยาบาลศรีสัชนาลัยในปัจจุบัน ครับ……(ภาพประกอบเนื้อหาบริเวณหน้าโรงพยาบาลศรีสัชนาลัยปัจจุบัน/เป็น ภาพที่ผู้เขียนบวชเป็นพระภิกษุเมื่อปี 2521 แห่นาคด้วยขบวนช้างจากบ้านใหม่ ผ่านบ้านหาดสูง ด้วยขบวนแห่กลองยาวพื้นบ้าน เพื่อข้ามสะพานมาอุปสมบท ณ วัดหาดเสี้ยว)

    ขอขอบคุณ อ.ชูศักดิ์ เกื้อกูล Chusak Kueakun มา ณ ที่นี้ครับ

    #หาดสูง #หาดเสี้ยว #ไทพวน #แห่ช้าง #บวชนาค #ศรีสัชนาลัย #สุโขทัย

     
  • admin 14:19 on 20/09/2014 Permalink
    Tags: , , , , , , เทพี, เทพีศรีสัขนาลัย   

    ผลการประกวดเทพีศรีสัชนาลัย ประจำปี2557 

    ผลการประกวดเทพีศรีสัชนาลัย ประจำปี2557
    1. เทพีศรีสัชนาลัย ได้แก่ ผู้เข้าประกวดหมายเลข 9 จาก อบต.สารจิตร
    2. รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผู้เข้าประกวดหมายเลข 1 จากเทศบาลเมืองศรีสัชนาลัย
    3. รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผู้เข้าประกวดหมายเลข 12 จากเทศบาลตำบลหาดเสี้ยว
    และรางวัลขวัญใจมหาชน ได้แก่ ผู้เข้าประกวดหมายเลข 11 จากตำบลบ้านตึก

    0001 DSC_1295 DSC_1327 DSC_1332 DSC_1334 DSC_1342 DSC_1344 DSC_1345 DSC_1346 DSC_1351 DSC_1354 DSC_1360 DSC_1362 DSC_1367 DSC_1373 DSC_1379 DSC_1391 DSC_1406 DSC_1410 DSC_1414 DSC_1416

     

     

     
  • admin 10:59 on 27/08/2014 Permalink
    Tags: , , , , , ,   

    น้ำตกผาช่อ แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในตำบลแม่สำ 

    ตะลุยน้ำตกผาช่อ เป็นน้ำตกที่อยู่ในป่าห้วยแม่สาน หมู่ 6 บ้านแม่สาน ตอนนี้ยังไม่ได้ปรับปรุงเป็นธรรมชาติมาก ใช้เวลาเดินเท้าเข้าไปประมาณ 20 นาที ปีนี้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สำ ได้ตั้งงบประมาณไว้ปรับปรุงแล้ว เดี๋ยวเสร็จแล้วจะได้เห็นน้ำตกมี 3 ชั้น และจะเต็มหน้าผาทั้งหมดแน่ๆ นอน รับรองสวยแน่ครับ!!!

    0001

     
  • admin 11:06 on 17/07/2014 Permalink
    Tags:   

    แผนที่ท่องเที่ยว ณ โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย 

    แผนที่ท่องเที่ยว ณ โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย

    Namhwan Fongfan

    0a2

     

     
  • admin 11:18 on 25/06/2014 Permalink
    Tags: ,   

    วัดสวนแก้วอุทยานน้อย 

    วัดสวนแก้วอุทยานน้อย อยู่ด้านหลังของพระราชวัง โบราณสถานหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ องค์ประกอบหลักของวัดประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ มณฑป และวิหาร

    • เจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ มีกำแพงแก้วล้อมรอบ และมีเจดีย์รายล้อมทั้ง ๓ ด้าน ยกเว้นทางด้านหน้าที่ติดกับมณฑป
    • มณฑป อยู่ติดกับส่วนท้ายของวิหาร ก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลัง หลังคาทรงจั่ว ประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน คติการสร้างมณฑปในสมัยสุโขทัยนี้ อ.เสนอ นิลเดช กล่าวว่าเป็นการจำลองคันธกุฏีหรือกุฎิของพระพุทธองค์ที่วัดเชตวันนั่นเอง

    พระพุทธรูปประธานยังมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ยังปรากฏร่องรอยของพระพาหาว่าภายในองค์พระพุทธรูปจะมีแกนไม้เป็นโกลน

    • วิหาร เป็นวิหารโถง บริเวณกลางวิหารมีฐานทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางตัวขนานกับแนววิหารอยู่ คล้ายกับเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทหรือพระพุทธรูปลีลา

    องค์ประกอบทั้งหมดของวัดตั้งอยู่ภายในกำแพงศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง ๒๙ เมตร ยาว ๕๕ เมตร

    อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย

    000

     

     

     
  • admin 20:51 on 21/05/2014 Permalink
    Tags: ขนมเบื้องสุโขทัย, ขนมเบื้องโบราณ, ขนมโบราณ, วิธีทำขนมเบื้องโบราณ, , สูตรขนมเบื้องโบราณ   

    วิธีทำขนมเบื้องโบราณแบบสุโขทัย 

    แนะนำขนมเบื้องโบราณแบบสุโขทัย  ปัจจุบันหาทานได้ยาก ไม่ค่อยมีใครทำแล้ว  มีส่วนผสมง่ายๆ  ไม่กี่อย่าง แต่ที่อาจจะหาได้ยาก คือ โม่ ที่ใช้บดแป้งนั่นเอง

    00
    ส่วนผสม
    1.ข้าวสาร (ข้าวขาวธรรมดา)  แช่น้ำ  1 คืน
    2.ข้าวหุงสุก  จำนวนเท่าๆกับข้าวสาร
    3.กระทิ
    4.เกลือ

    วิธีทำ
    -นำข้าวสารที่แช่น้ำแล้ว  มาใส่ในโม่  โม่ข้าวสารผสมกับข้าวสุกไปเรื่อยๆ  จนหมด จากนั้น นำไปผสมกับน้ำกระทิ  และเกลือ พอให้มีรสเค็ม
    -ตั้งกระทะเหล็กให้ร้อน  ทาน้ำมันให้ทั่ว   หยอดแป้งลงไป  กระจายให้เป็นแผ่น ค่อยๆ ใช้ช้อนหรือตะหลิว แทะด้านล่าง  โดยไม่ต้องกลับด้าน

    • พอสุกแล้วก็ตักออกใส่จาน

    รสชาติของขนมเบื้องแบบนี้ จะคล้ายกับขนมครก คุณยายบอกว่า ขนมเบื้องแบบนี้ เป็นต้นกำเนิดขนมครกอีกที  (สมัยก่อนยังไม่มีขนมครก)

    สามารถดูวิธีทำในคลิปด้านล่างนี้ครับ

     
  • admin 11:27 on 16/11/2013 Permalink
    Tags:   

    พิพิธภัณฑ์ชุมชนศรีสัชนาลัย 

    0

    พิพิธภัณฑ์ชุมชนศรีสัชนาลัยอย่างเป็นทางการ ( ที่รวบรวมวิถีชีวิตจากอดีต – ปัจจุบันมาจัดแสดง ) ภาพถ่ายประเพณีหรือวัฒนธรรมเก่าแก่ให้ทุกคนมาร่วมงาน ดั้งเดิมมาแสดงโชว์ มีมุมถ่ายภาพร่วมกับรถคอกหมูจำลอง แบบน่ารักๆ แถมด้วยการแข่งขันอแอย่าลืมมาเที่ยวพิพิธภัณ์ชุมชนศรีสัชนาลัยนะจ้ะ

    ขอบคุณข้อมูลจาก : งานส่งเสริมการท่องเที่ยว เทศบาลตำบลศรีสัชนาลัย

     
  • admin 11:53 on 28/03/2013 Permalink
    Tags: , ,   

    เชิญชมประเพณีแห่ช้างบวชนาค ตำบลหาดเสี้ยว 

    ประเพณีบวชช้างหรือที่เรียกว่า แห่ช้างอยู่เคียงคู่ผู้คนทีมีสายเลือดไทยพวนมานานแล้ว คือ การนำช้างมาร่วมในพิธีบรรพชาอุปสมบทมาจากคติความเชื่อทางพุทธศาสนาว่า พระ เวสสันดรให้ช้างปัจจัยนาเคนทร์อันเป็นช้างเผือกคู่บารมีที่ชาวเมืองเชตุดรถือว่าเป็นมงคลหัตถีแก่พราหมณ์ทั้ง 8 จากแคว้นกลิงคราษฎร์ที่มาทูลขอเพื่อเป็นมงคลแก่บ้านเมืองที่ประสบทุพภิกขภัย
    ความเชื่อนี้เกี่ยวข้องกับอีกตำนานหนึ่ง คือ ตอนที่พระเจ้ากรุงสัญชัย พระราชบิดาของพระเวสสันดรขอให้พระเวสสันดรกลับมาเป็นกษัตริย์ตามเดิมนั้น พระองค์ได้จัดขบวนช้างม้าและรถประดับประดาเหมือนออกศึกสงครามให้สมเกียรติเพื่อไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีขบวนแห่ขับด้วยมโหรีและการละเล่นต่าง ๆ เป็นการเฉลิมฉลอง


    ความเชื่ออีกประการหนึ่ง คือ คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่มุ่งให้ผู้บวชถือปฏิบัติตนเพื่อไปสู่โลกอุดร หรือโลกุตรธรรม คือ ธรรมอันพ้นจากวิสัยของโลก ได้แก่ พระนิพพาน แต่คนทั่วไปเข้าใจว่า อุดร หมายถึงทิศเหนือ ซึ่งมีสัญลักษณ์ คือ ช้าง ชาวไทยพวนเรียกสัญลักษณ์ประจำทิศเหนือว่า “โงนงก” คือ ช้างและนำมาเป็นส่วนร่วมในขบวนแห่มาจนทุกวันนี้

    ที่ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย มีการจัดงานบวชที่น่าสนใจมากโดยจัดพร้อมกันทั้งตำบล ก่อนบวชเจ้าภาพจะจัดให้นาคนั่งบนคอช้าง พร้อมด้วยญาติมิตรนำอัฐบริขาร    ขี่บนหลังช้างแห่เป็นริ้วขบวนยิ่งใหญ่รอบหมู่บ้าน งานบวชพระแห่นาคด้วยขบวนช้างมักเรียกกันสั้น ๆ ว่า “งานบวชช้าง” แต่เดิมจัดวันแห่ในวันแรม 3 ค่ำ เดือน 4 และบวชในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 4 ต่อมาตั้งแต่ พ.ศ. 2524 ได้เปลี่ยนวันแห่เป็นวันที่ 7 เมษายนของทุกปี และวันบวชเป็นวันที่ 8 เมษายนของทุกปี


    ก่อนวันบวชหนึ่งวัน สตรีชาวไทยพวนจะชวนกันไปเที่ยวบ้าน คือ ไปบอกบุญหรือไหว้วานกันให้มาช่วยงานบวช

    วันที่สอง คือวันแห่นาค เจ้าภาพจะทำการ “แถ” หรือโกนผม โกนคิ้ว ผู้ที่จะบวชและตกแต่งตัวให้อย่างสวยงาม เครื่องแต่งกายของนาคประกอบด้วยผ้านุ่ง ผ้าม่วง ผ้าไหม สวมเสื้อกำมะหยี่หรือเครื่องนุ่งห่มที่แพรวพราว สวมเครื่องประดับต่าง ๆ เช่น เข็มขัดนาก เพชร พลอย อันมีความหมายถึงความหลงใหลในความงามของทรัพย์ภายนอกและพร้อมที่จะไปแสวงหาทรัพย์ภายใน (อริยทรัพย์) และสวมแว่นดำ มีความหมายว่า ยังเป็นผู้มืด เพราะยังไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ศีรษะสวมเทริด หรือเรียกว่า กระโจม อันเป็นเครื่องทรงของพระอินทร์ และเป็นสัญลักษณ์หงอนนาค กระจกที่ติดสองข้างหูเพื่อไว้สำรวจตัวเอง ระลึกถึงความหลังพร้อมที่จะสละ ประนมมือด้วยแผ่นหรือแป้นวงกลมเรียกว่า “สักกัจจัง” แปลว่า เครื่องหมายแห่งความเคารพ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-8 นิ้ว ด้ามเป็นรูปพญานาค ถือเครื่องประดับและเครื่องบูชาต่าง ๆ เช่น ดอกไม้ ธูป เทียนเรียกว่า ขันธ์ 5 ร่มที่ใช้กางเป็นร่มใหญ่(สัปทน) มีหลายสี เรียกว่า “จ้อง” หรือ “คันญู”

    ควาญช้างและญาติตลอดจนเพื่อน ๆ ของนาคจะแต่งตัวให้ช้างเช่นกัน โดยนำช้างลงไปอาบน้ำในแม่น้ำยม จัดแต่งผ้าคลุมหัวช้างพร้อมผ้าปูลาดบนหลังช้าง นำโซ่กระดึงหรือกระดิ่งคล้องคอหรือหลังให้ดังกรุ๋งกริ๋งตลอดทางที่ช้างเดินในขบวนแห่ นำแพรพรรณที่สวยงาม หรือด้ายขวัญขาวแดงผูกแต่งที่งาช้าง ตามตัวใช้ชอล์กเขียนคำขวัญ คติ คำคม ต่าง ๆ ตลอดจนคำหยอกล้อนาค หรือเจ้าภาพ
    เมื่อแต่งตัวให้นาคและช้างเสร็จก็จัดริ้วขบวนให้นาคนั่งบนคอช้างประนมมือถือ

    สักกัจจัง และขันธ์ 5 โดยมีคณะญาติและเพื่อน ๆ นั่งบนหลังช้าง และกางสัปทนให้นาค การจัดขบวนแห่นั้น เจ้าภาพจะนำหมวกสานหรืองอบพ่นสี เขียนชื่อนาค หรือคำหยอกล้อต่าง ๆ เป็นของชำร่วยให้แก่ผู้ที่ร่วมขบวนแห่เพื่อใช้กันแดด ตามด้วยขบวนแตรวง หรือกลองยาว ถือ เทียนเอก เทียนอนุศาสน์ กรวยอุปัชฌาย์ ผ้าไตร อัฐบริขาร และเครื่องไทยทาน เดินนำหน้าขบวนช้างจากบ้านงาน

    ไปรวมกันที่วัดหาดเสี้ยวประมาณบ่ายโมง เมื่อไปถึงวัดแล้ว พ่อ แม่จะนำนาคลงจากหลังช้าง ถือขันธ์ 5 ไปสักการะเจ้าวัดที่ศาลพระภูมินาคจะถือแต่สักกัจจังนั่งบนคอช้างคอยคณะกรรมการจัดขบวนตามลำดับชื่อเจ้าภาพเมื่อเรียบร้อยแล้วก็จะให้นาคมารับศีลจากพระภิกษุ ขบวนแห่นาคที่จัดอันดับไว้จะออกเดินทางจากวัดหาดเสี้ยวเป็นริ้วขบวนอันยาวเหยียด ผ่าน ตลาด หมู่บ้าน และออกไปวนรอบทุ่งนา รอบหมู่บ้านและแยกย้ายกันกลับบ้านเพื่อให้นาคและผู้ร่วมขบวนได้พักผ่อน เตรียมตัวเข้าพิธีทำขวัญนาคในตอนเย็นหรือตอนค่ำต่อไป
    ปัจจุบันการจัดงานบวชช้างหาดเสี้ยวจะทำขวัญนาคเป็นพิธีใหญ่รวมกันในตอนบ่ายหลังจากขบวนแห่นาคมาครบ วันรุ่งขึ้นเป็นพิธีบวช หลังจากจัดเลี้ยงอาหารเช้าก็จัดขบวนแห่จากบ้านเป็นขบวนเดินเท้ามาที่วัด นาคจะแต่งกายชุดขาวเดินประนมมือถือสักกัจจัง และขันธ์ 5 มีการโปรยข้าวสารใส่ศีรษะซึ่งกันและกันของผู้ที่อยู่ในขบวนแห่ ทำให้เกิดความสนุกสนาน

    เมื่อมาถึงวัดหาดเสี้ยวแล้ว นาคจะนำขันธ์ 5 สักการะเจ้าวัดที่ศาลพระภูมิอีกครั้งหนึ่ง แล้วเดินทักษิณาวรรตรอบโบสถ์ 3 รอบ ล้างเท้าและมีคนให้นาคขี่หลังส่งขึ้นโบสถ์ วันทาเสมาโบสถ์ โปรยทาน เสร็จแล้วเข้าสู่พิธีบรรพชาบวชเป็นจั่วอ้าย หรือสามเณร และอุปสมบทเป็นเจ้าหัว หรือ พระภิกษุ เป็นอันเสร็จพิธี

     
  • admin 04:50 on 18/06/2012 Permalink
    Tags: ,   

    ประเพณีกำฟ้า ชาวไทยพวน หาดเสี้ยว 

    ประเพณีกำฟ้า เป็นประเพณีเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวไทยพวน หาดเสี้ยว ที่สืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของตนไว้ได้อย่างเหนียวแน่นตลอดมา  ปัจจุบันยังคงสืบทอดอาชีพการเกษตรกรรม ทำไร่ ทำนาเป็นส่วนใหญ่ หรือหัตถกรรมพื้นบ้าน ทอผ้าตีนจก  ตีเหล็ก ช่างเงิน ช่างทอง ก็เป็นที่เลื่องลือรู้จักกันทั่วไป

    คำว่า “กำ” ในที่นี้เป็นภาษาพวน หมายถึงการนับถือ สักการบูชา
    คำว่า “กำฟ้า” จึงหมายถึงการนับถือ สักการบูชาฟ้า
    สาเหตุที่เกิดประเพณีกำฟ้า เพราะชาวพวนมีความสามารถทางด้านเกษตร โดยเฉพาะการทำนา ในสมัยก่อน การทำนาต้องพึ่งพาธรรมชาติอย่างเดียว ชาวนาจึงมีความเกรงกลัวต่อฟ้ามาก ไม่กล้าทำให้ผีฟ้าโกรธ โดยเชื่อว่าจะไม่มีฝนตกต้องตามฤดูกาล หรือฟ้าจะผ่าคนตาย ทุกข์โศกจะบังเกิดแก่ประชาชนทั่วไป จึงต้องมีการเซ่นไหว้ สักการบูชาฟ้า หรืออีกนัยหนึ่ง ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพการเกษตรกรรมต่างรู้สึกสำนึกในบุญคุณของฟ้าที่ให้น้ำ ฝน อันหมายถึงความชุ่มชื่น ความอุดมสมบูรณ์ และความมีชีวิตของคน สัตว์และพืชพันธุ์ต่างๆ จึงเกิดประเพณีกำฟ้าขึ้น
    แต่เดิมนั้น ถือเอาวันที่มีผู้ได้ยินฟ้าร้องครั้งแรกเดือน 3 เป็นวันเริ่มประเพณีกำฟ้า เพราะถือกันว่าเป็นวันที่ฟ้าเปิดประตูน้ำ แต่การยึดถือตามแนวนี้มักเกิดข้อโต้แย้งกันอยู่เสมอว่า คนนั้นได้ยิน คนนี้ไม่ได้ยิน หาข้อยุติไม่ได้ โดยมากหัวหน้าหมู่บ้านจะถือเอาการได้ยินฟ้าร้องของคนหูตึงในหมู่บ้านเป็น เกณฑ์ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นเสียงฟ้าร้องที่ดังจริงๆ จนคนได้ยินกันทั่วถึง อย่างไรก็ตามมักไม่สะดวกต่อการปฏิบัติ เพราะในแต่ละปีวันกำฟ้าเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน ภายหลังจึงมักกำหนดเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า วันกำฟ้า คือวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี


    มีคำทำนายเกี่ยวกับฟ้าร้อง ดังนี้
    1.ทำนายเกี่ยวกับเหตุการณ์และงานอาชีพ
    ฟ้าร้องดังมาจากทิศเหนือหรือตะวันออกเฉียงเหนือ ทำนายว่าฝนจะดีทำนาจะได้ข้าวดี
    ฟ้าร้องดังมาจากทิศใต้ ทำนายว่าฝนจะแล้ง ข้าวกล้าในนาจะเสียหาย
    ฟ้าร้องดังมาจากทิศตะวันตก ทำนายว่าฝนจะน้อย เกิดความแห้งแล้ง ทำนาไม่ได้ผล ข้าวยากหมากแพง
    2.ทำนายเกี่ยวกับชีวิตและความเป็นอยู่
    ฟ้าร้องดังมาจากทิศเหนือ ทำนายว่าชาวบ้านจะอดข้าว ซึ่งคำทำนายนี้ขัดแย้งกับข้อ 1
    ฟ้าร้องดังมาจากทิศใต้ ทำนายว่าชาวบ้านจะอดเกลือ
    ฟ้าร้องดังมาจากทิศตะวันออก ทำนายว่าชาวบ้านจะอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ไม่มีการรบราฆ่าฟันกัน ไม่มีโจรผู้ร้ายชุกชุม
    ฟ้าร้องดังมาจากทิศตะวันตก ทำนายว่าชาวบ้านจะเดือดร้อน เกิดเรื่องทะเลาะวิวาท รบราฆ่าฟันกัน
    อนึ่งในคืนที่ได้ยินฟ้าร้องครั้งแรกในเดือน 3 ก่อนที่จะเข้านอน เจ้าของบ้านจะร้องบอกแก่สัตว์เลี้ยงของตนให้รู้ตัวและสงบเสงี่ยมว่า “งัวควายเอย กำฟ้าเน้อ อย่าได้อึกทึกครึกโครม แต่บัดนี้ไปจนฮุ้งขึ้น ตะเง็นตกดินจึงม้นเน้อ” (ฮุ้ง-สว่าง, ตะเง็น-พระอาทิตย์, ม้น-พ้น)
    ประเพณีกำฟ้าของชาวไทยพวน อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี และใกล้เคียง มีกิจกรรมที่ถือปฏิบัติโดยทั่วไป 3 ประการคือ
    1.งดเว้นการงานที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำทั้งปวง
    2.การทำบุญ
    3.การประกอบพิธีกรรม ตั้งบายศรีบูชาฟ้า และประกาศขอพรจากผีฟ้า
    ประเพณีกำฟ้าของชาวไทยพวนปัจจุบัน แม้จะคงถือปฏิบัติเป็นประจำทุกปี แต่บรรยากาศของประเพณีกำฟ้าในอดีตกาลกำลังเลือนหายไป พร้อมกับมีบรรยากาศใหม่ๆ เข้ามาแทนที่

    จากความสนุกสนานรื่นเริงท่ามกลางธรรมชาติเสียงแคน เสียงหมอลำพวน การละเล่นพื้นบ้าน และแสงสว่างจากกองหลัว (หลัว-ตอไม้ไผ่แห้ง) ได้กลายมาเป็น “ราตรีกำฟ้า” ที่มีการเลี้ยง รื่นเริง ท่ามกลางแสงสี และดนตรีสมัยใหม่
    บางแห่งก็กลายเป็นงานสวนสนุกหารายได้เพื่อสร้างสาธารณกุศลไปก็มี แม้ขนมจีนหรือข้าวปุ้น ซึ่งเป็นอาหารหลัก ก็กลายเป็นความยุ่งยากมักทำไม่ทัน และยกเลิกไปเสียมากแล้ว คงเหลือเพียงข้าวหลาม ข้าวจี่ เป็นอาหารหลักแทน
    อย่างไรก็ตาม ประเพณีกำฟ้าในแต่ละท้องถิ่น อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันออกไปบ้าง ตามภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ชาวไทยพวนทุกแห่งก็ยังคงรักษาคติความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับประเพณีกำฟ้า ไว้ได้อย่างมั่นคงตลอดมา
    ประเพณีกำฟ้าของชาวไทยพวน ได้สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรอย่างใกล้ชิด เพราะการทำนาทำไร่ต้องพึ่งพาฝนจากฟ้าเป็นหลัก พิธีกรรมบูชาผีฟ้าเพื่อขอให้คุ้มครองป้องกัน และดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ให้เกิดแก่ชาวไทยพวนทั้งหลาย
    ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสให้ทุกคนหยุดพักจากกิจการงานทั้งปวง เพื่อพบปะสังสรรค์และสนุกสนานรื่นเริงระหว่างเครือญาติและพวกพ้องอันเป็น ช่องทางให้เกิดความรักสามัคคีในกลุ่มชาวไทยพวนอย่างแน่นแฟ้นตลอดมา
    แม้ในปัจจุบัน ขนบประเพณีกำฟ้าจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่สายสัมพันธ์ของชาวไทยพวนทั้งหลายไม่เคยเปลี่ยนไป ดังปรากฏให้เห็นจากงานไทยพวนสังสรรค์ ซึ่งเป็นที่ชุมนุมของชาวไทยพวนจากทุกภูมิภาคของประเทศไทยเป็นประจำทุกปี ขณะเดียวกันก็ได้มีการตั้งชมรมในหมู่ชาวไทยพวน เพื่ออนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีและบรรยากาศเก่าๆ เอาไว้ให้มากที่สุด
    ประเพณีกำฟ้าจึงมีส่วนสืบสานเผ่าพันธุ์ชาวไทยพวนให้โดดเด่นและดำรงอยู่ได้อีกนานแสนนาน.

    ที่มา:http://www.thaipost.net/tabloid/170612/58317  และ http://www.hadsiew.com

     
  • admin 04:37 on 05/06/2012 Permalink
    Tags: ตลาดหาดสูง   

    ตลาดหาดสูง 

    ตลาดบ้านหาดสูงเป็นตลาดเล็กๆ  ที่มีสินค้าจากชาวบ้านวางขายตั้งแต่ตอนเช้า จนถึงตอนเย็น

    ส่วนใหญ่จะเป็นผัก เนื้อสัตว์ ขนม ผลไม้ รวมถึงกับข้าวสำเร็จรูป

     
  • admin 15:18 on 16/04/2012 Permalink
    Tags: ประเพณีรดน้ำดำหัว   

    ประเพณีรดน้ำดำหัวและมัดข้อมือ รับพรจากผู้สูงอายุ 

    ในวันปีใหม่ไทย หรือวันสงกรานต์   ลูกๆหลานๆ จะจัดพิธีรดน้ำและมัดข้อมือแก่ผู้สูงอายุที่นับถือ   บ้านใกล้เรือนเคียง หรือคนรู้จัก ก็จะไปร่วมพิธีนี้ด้วยกัน

    เริ่มจากเริ่มรดน้ำดำหัวคนแก่หรือผู้สูงอายุ    เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ก็เข้าไปรับพรและให้ผู้สูงอายุมัดข้อมือ เพื่อความเป็นสิริมงคล

     
  • admin 07:15 on 11/04/2012 Permalink
    Tags: , ,   

    19 เมษายน เชิญชมประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง สรงน้ำเจ้าหมื่นด้ง 

    ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย เป็นหมู่บ้านส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.สุโขทัย เดิมเคยมีฐานะเป็น “เมืองด้ง” เจ้าเมืองมีราชทินนามว่าพระเมืองด้ง จนเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2435 มีการสถาปนากระทรวงมหาดไทย จึงมีการยุบตำแหน่งพระเมืองด้ง แต่ยังคงใช้ชื่อในการปกครองว่าเมืองด้ง มาจนถึงปี 2460 ก็เปลี่ยนเป็น อ.หาดเสี้ยว และ อ.ศรีสัชนาลัย ในปี 2482 จนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ราษฎร ต.บ้านตึกจึงสำนึกถึงประวัติศาสตร์ในการดำรงฐานะเป็นเมืองด้งมาจนถึงปัจจุบัน
    นายเหมือน ละอองทรง อายุ 70 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านและอดีตนายก อบต.บ้านตึก กล่าวว่า มีความสำนึกในประวัติศาสตร์ของคนในหมู่บ้านแห่งนี้มายาวนานกว่า 540 ปี นับแต่สมัยเจ้าหมื่นด้ง แม่ทัพเอกของพระเจ้าติโลกราช มหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา สร้างเมืองนี้เพื่อเป็นหน้าด่านไว้ยันทัพกรุงศรีอยุธยา
    “เจ้าหมื่นด้งมีความกล้าหาญในการสู้รบ เชี่ยวชาญการจับช้างและใช้ช้างศึก เมื่อายุได้ 20 ปีก็ได้ออกรบครั้งแรกสู้ทัพอยุธยาที่กรุงสุโขทัยและได้รับชัยชนะ แต่บั้นปลายชีวิตต้องยอมรับโทษประหาร เพื่อแสดงความซื่อสัตย์และแสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าติโลกราช ซึ่งระแวงว่าจะคิดกบฏ”
    นายเหมือนเล่าวว่า ทุกวันที่ 19 เมษายน เชื่อกันว่าเป็นช่วงที่เจ้าหมื่นด้งถูกประหารชีวิต ชาวเมืองด้งจะพร้อมใจกันนำช้างที่เลี้ยงไว้ลากซุงมาเข้าร่วมขบวนแห่ ที่ต่อมาเรียกว่าประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง สรงน้ำเจ้าหมื่นด้ง” นำเครื่องเซ่นไหว้ไปสักการะดวงวิญญาณเจ้าหมื่นด้งเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและระลึกถึงคุณความดีของท่าน
    “ในอดีตเคยมีช้างมาเข้าร่วมขบวนแห่ถึง 100 เชือก พอปี 2540 ลดลงมาเหลือ 66 เชือก และล่าสุดปี 2554 เหลือแค่ 20 เชือก ซึ่งลดลงอย่างน่าเป็นห่วง พวกเราจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะร่วมกันอนุรักษ์ช้างเมืองด้งก่อนที่จะสูญพันธุ์ และไม่เหลือให้ลูกหลานได้จดจำประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษ”

    นายเหมือนกล่าวว่า ช้างกับชาวเมืองด้งผูกพันกันมานานหลายร้อยปี ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นช้างศึกร่วมปกป้องบ้านเมือง จนปัจจุบันกลายมาเป็นช้างลากซุงของ ออป. และรับจ้างแห่นาคหรือเดินโชว์ในขบวนแห่ตามงานประเพณีต่างๆ เพื่อหาเงินเลี้ยงคนจนมีบ้านและส่งลูกหลายเรียนกันจนจบ
    “ผมเคยเลี้ยงช้างอยู่ 4 เชือก แต่ขายไปแล้ว 3 เชือก ตอนนี้เหลืออยู่ 1 เชือก ไม่คิดจะขายอีกแล้ว เพราะได้เงินมาไม่นานก็หมดไป จึงตั้งใจเลี้ยงเพื่ออนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานได้สืบสานเจตนาต่อไป” นายเหมือนกล่าว
    สำหรับแนวคิดก่อตั้ง “ปางช้างศรีสัชนาลัย” ในพื้นที่สาธารณประโยชน์ 25 ไร่ ณ บ้านภูนกใต้ หมู่ 13 ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย นายเหมือน ในฐานะประธานชมรมคนอนุรักษ์ช้างสุโขทัย กล่าวว่า เพื่อต้องการอนุรักษ์ช้างเมืองด้งให้คงอยู่ต่อไปและเป็นการแก้ปัญหาช้างบุกรุกที่ทำกินของชาวบ้าน ทั้งคาดหวังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ประจำให้หมู่บ้านสร้างรายได้ให้ชุมชน
    โดยปางช้างศรีสัชนาลัยหรือปางช้างเมืองด้งมีช้างทั้งหมด 33 เชือก เริ่มก่อตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 โดยผ่านการเห็นชอบของคนทั้งหมู่บ้าน และเจ้าของช้างร่วมกันลงทุนคนละประมาณ 4 หมื่นบาท สร้างบ้านพักให้ควาญช้างและเรือนรับรองให้กับผู้มาเยือน
    ภายในปางช้างนอกจากจะมีบ้านพักควาญช้างแล้ว ยังมีโรงช้าง สถานีอนามัยช้าง สระน้ำ ลานกิจกรรม อาคารประชุมและเรือนรับรองอีก 3 หลัง และเตรียมปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบให้สวยงาม คาดว่าในเดือนเมษายน 2555 นี้จะแล้วเสร็จบางส่วน
    สำหรับแขกที่มาเยือนจะได้พักค้างแรมแบบโฮมสเตย์ ได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมในชีวิตความเป็นอยู่ของควานช้างกับช้าง มีกิจกรรมนั่งหลังช้างลุยสวนผลไม้ อาทิ สวนทุเรียน ลางสาด และลองกอง ที่มีปลูกอยู่ในพื้นที่รวมกว่า 1 หมื่นไร่ ชมแหล่งน้ำธรรมชาติกลางหุบเขา ดูวิถีชีวิตของชาวเหมืองด้ง ในช่วงกลางคืนก็จะมีพิธีบายศรีสู่ขวัญแบบโบราณและกิจกรรมอื่นๆ
    อย่างไรก็ตาม ยังต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนและส่งเสริมพัฒนาปางช้างศรีสัชนาลัยให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย เพราะที่ผ่านมาหลายคนจำเป็นต้องขายช้างให้นายทุน เนื่องจากแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลไม่ไหว อีกทั้งพื้นที่เลี้ยงช้างก็แทบจะไม่มี ปัญหาบุกรุกไร่สวนก็ตามมา หากภาครัฐไม่ช่วยช้างก็ยังคงต้องทำงานหนักและเร่ร่อนหากินเหมือนเดิม ชาวเมืองด้งจึงต้องการหยุดวิถีชีวิตแบบนี้
    สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปางช้างศรีสัชนาลัย ก็ติดต่อได้ที่นายเหมือน ละอองทรง โทร.08-6207-6072 หรือนายสมหวัง ลิขิต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 13 ต.บ้านตึก โทร.08-1474-5420.

    ภูเบศร์ ฝ้ายเทศ รายงาน http://www.thaipost.net/x-cite/020412/54867

     
c
compose new post
j
next post/next comment
k
previous post/previous comment
r
reply
e
edit
o
show/hide comments
t
go to top
l
go to login
h
show/hide help
shift + esc
cancel